Saturday, May 11, 2013

ชุดจิ๋วเล่าเรื่อง


เมื่อวันก่อนได้ฤกษ์งามยามดีเก็บเสื้อผ้าแรกเกิดถึงสามเดือนของวู้ดไพล์ลงกล่องซะทีค่ะ เพราะเกือบทุกชุดที่ใส่มาตั้งแต่ครั้งยังตัวจ้อยตัวจิ๋ว ตอนนี้คับติ้วตึงเปรี้ยะไปหมดแล้ว

นั่งพับเสื้อผ้าของลูกไปทีละตัว ก็นั่งนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

อย่างเจ้าชุดนี้ เป็นชุดที่วู้ดไพล์ใส่ออกจากโรงพยาบาลค่ะ



วันออกจากโรงพยาบาล วู้ดไพล์น้ำหนักตัวลดจาก 2,810 กรัม เหลือ 2,530 กรัม ตัวเล็กกระจิ๋วหริวเหี่ยวแห้ง ตอนที่อาบน้ำเสร็จแล้วคุณพยาบาลจับใส่ชุดหล่อที่แม่เตรียมมาให้ จำได้ว่าหลวมโพรกเลยค่ะ! ตอนนั้นก็แอบช็อคอยู่ในใจว่า เอ้ย...นี่มันไซส์ 50 ที่เป็นชุดสำหรับเด็กแรกเกิดจริงเหรอ? หรือว่าลูกเราตัวเล็กมากกันนะ T^T ทำไมเสื้อกับกางเกงมันถึงได้ดูตัวใหญ่โคร่งแบบนี้?!

เจ้าจ้อยผอมแห้ง นั่นแขนหรือเส้นก๋วยเตี๋ยวกันแน่นะ
ฮึบๆ บิดตัวไปมา
โชว์เต้นกังนัมสไตล์
ผิวยังลอกๆอยู่เลย

ช่วงเดือนแรกนี่ได้ใส่ชุดนี้บ่อยมากๆค่ะ เพราะมีเสื้อผ้าไซส์ 50 อยู่ไม่กี่ตัว ที่ไม่ค่อยได้เตรียมเสื้อผ้าไซส์แรกเกิดไว้ก็เพราะตอนท้องไปหาข้อมูลกับบรรดารุ่นพี่แม่ๆใน pantip มาค่ะ เค้าแนะนำว่า ไม่ควรตุนเสื้อผ้าไซส์เล็กๆไว้เยอะ เพราะว่าลูกโตเร็วมาก เกิดมาก็สามพันกว่าแล้ว ใส่ป๊อบแป๊บก็ต้องเปลี่ยน เสียดายตังค์เปล่าๆ

ต่กลายเป็นว่า…พิมดันคลอดตอนอายุครรภ์ได้ 37 สัปดาห์ น้ำหนักแม่ขึ้นมาตั้งเยอะ T-T แต่เจ้าวพ.ได้ไปตามเกณฑ์เป๊ะๆ (ทิ้งส่วนเกินไว้กับแม่เพียบ ปล.ขอฝากไว้กับคุณแม่ท้องนะคะ ถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องบำรุงเยอะเกินไปนะคะ พยายามทำให้ได้ตามที่คุณหมอแนะนำ คือให้น้ำหนักขึ้นรวมทั้งสิ้นอยู่ระหว่าง 10-12 กก. ถ้าเกินกว่านั้นเหนื่อยลดหลังคลอดค่ะ ทั้งๆที่เลี้ยงลูกเองไม่มีพี่เลี้ยงช่วย และเลี้ยงด้วยนมแม่ล้วน แต่นี่จะห้าเดือนแล้วยังลงไม่หมดเลย ฮือ...เศร้าใจ) แถมตอนออกจากโรงพยาบาลยังน้ำหนักลดลงมาอีก เสื้อผ้าของเด็กสามเดือนขึ้นไปที่เตรียมไว้เยอะแยะก็เลยต้องเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าไปก่อน 

เห็นชุดสีฟ้าตัวเก่งของวู้ดไพล์ชุดนี้อีกครั้ง ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องราวสุขๆทุกข์ๆในช่วงแรกเริ่มของการเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

จำได้ว่าเวลาจะอุ้มลูกแต่ละทีนี่ตื่นเต้นมากๆ ตัวพิมเองก็ยังเจ็บแผลผ่าตัดอยู่ จะลุกออกจะเตียงนอนจะก้มจะนั่งแต่ละที แสนลำบาก ท่าทางการอุ้มลูกก็ยังเก้ๆกังๆ กลัวทำลูกเจ็บบ้าง กลัวทำหล่นบ้าง อุ้มเสร็จปวดเมื่อยไปทั้งตัวอย่างกับเพิ่งวิ่งมาราธอนเสร็จ

แม้จะอุ้มลูกแบบเก้ๆกังๆ แต่ลูกก็ยังหลับสบายในอ้อมอกแม่
(ฮ่าๆๆ ก็ตอนนั้นยังโวยไม่เป็นหนิ ลองเป็นตอนนี้สิ มีบ่นแน่นอน)

ช่วงเดือนแรกนี่เหมือนกับว่าจะ “ทุกข์มากกว่าสุข” คือทั้งๆที่ยังเจ็บแผลบวกกับมีอาการเท้าบวมหลังผ่าตัด แต่ก็ต้องพยายามเดิน หรือเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อแผลจะได้ไม่เป็นพังผืด นอนก็ไม่ค่อยได้นอน เพราะวู้ดไพล์ตื่นมาหม่ำนมบ่อยมากๆทุก 1-2 ชม. เจ็บหัวนมมากแต่โชคดีที่ยังไม่ถึงขั้นหัวนมแตก หน้าโทรม ขอบตาดำจนแพนด้ายังต้องเรียกทวด เสียงก็แหบแห้งเพราะร้องเพลงกล่อมลูก ต้องพยายามทานอาหารเรียกน้ำนมทั้งๆที่เบื่อแสนเบื่อ

 มีคนบอกเวลาลูกหลับให้เราหลับไปพร้อมกับลูก ก็ไม่เคยได้ทำ (คือทำได้...แต่ไม่ทำ ฮ่าๆๆ ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าตัวเองดี) เพราะเวลาที่ลูกหลับก็ชอบนอนเฝ้าลูก (เรียกว่านอนจ้องหน้าลูกจะถูกกว่า) กลัวว่าลูกจะดิ้นจากผ้าที่ห่อตัวอยู่แล้วผ้ามาอุดจมูกหายใจไม่ออกบ้าง กลัวลูกตกใจตื่นบ้าง บวกกับอารมณ์เห่อจัด อยากจะมอง อยากจะพิจารณาใบหน้าน้อยๆปากนิดจมูกหน่อยของลูกน้อยอยู่ตลอดเวลา

ตัวเหี่ยวเป็นคนแก่เลย

จู่ๆก็เลื่อนมือมาทำท่าแอ๊บแบ๊วเด็กน้อยนอนฝันถึงอะไรอยู่น้า?
จริงๆแล้วปากก็ไม่ “นิด” ซักเท่าไหร่นะ เอิ๊กๆ
แถมยังมีเรื่องอื่นๆให้กังวลอีกสารพัด
ไม่ว่าจะเป็น...

อาการตัวเหลือง
จริงๆแล้วค่าตัวเหลือของวู้ดไพล์ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงค่ะ เพราะว่าคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
ไม่ต้องอยู่รพ.ต่อเพื่อเข้าตู้ส่องไฟแต่อย่างใด แต่ก็ยังถือว่ามีอาการตัวเหลือง
คุณหมอก็กำชับให้พาวู้ดไพล์ตากแดดอ่อนๆตอนเช้าทุกวัน
คุณพ่อยุ่นก็พาออกไปอาบแดดมันทุกเช้าค่ะ


อาม่ามาเยี่ยมที่บ้าน
เลยจับหลานชายอาบแดดยามเย็นซะเลย

คุณพ่อพาเดินรับแดดอ่อนๆทุกเช้า
ปล.นี่ไม่ใช่หน้าบึ้งเพราะโกรธใครมานะคะ แต่เป็นหน้าง่วง(มากๆ)ของคุณพ่อยุ่นค่ะ

หลับพริ้มตลอด ไม่รู้เรื่องรู้ราว

อาบแดดอ่อนๆตอนเช้ากันหน่อยนะครับ

เอาแผ่นหลังของลูกหันหาแดด  ประมาณ 10-15 นาทีค่ะ

แต่กว่าจะหายเหลืองสนิทจริงๆก็ใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มเลยค่ะ

อาการตาแฉะมีขี้ตามาก จนต้องหยอดตา+ทานตั้งแต่อายุได้แค่ 7 วัน

น่าสงสารเด็กตาแฉะ

จำได้เลยว่าตอนต้องหยอดกับป้อนยาผ่านไซริงค์ให้ลูกครั้งแรกนี่ บ่อน้ำตาแตกตู้มเลยค่ะ สงสารลูกมาก เพิ่งเกิดมาได้แค่อาทิตย์เดียว เคยหม่ำแต่นมแม่อุ่นๆหวานๆมาตลอด จู่ๆต้องมาเจอยารสชาติแปลกๆ แถมเย็นเจี๊ยบ แต่วู้ดไพล์เก่งมากค่ะ ไม่มีร้องไห้ หม่ำยาเอื๊อกๆ ใช้เวลาประมาณ 4 วันก็หาย


แต่หายไปได้แค่อาทิตย์เดียว อาการตาแฉะก็กลับมาอีกค่ะ แต่ครั้งนี้ไม่ยอมใช้ยา คือจริงๆคุณหมอบอกว่าให้ใช้ได้
แต่ตัวเองคิดว่ามันติดกันเกินไปมั้ย สงสารลูก เลยถามคุณหมอว่าถ้าไม่ใช้ยาจะทำยังไงได้บ้าง
คุณหมอเลยบอกให้หมั่นใช้สำลีจุ่มน้ำต้มสุกเช็ดตาลูก วิธีนี้ต้องอดทนหน่อย ใช้เวลาอาทิตย์กว่าถึงจะหายค่ะ

พอโตขึ้นอีกหน่อย อาการตาแฉะก็หายไปค่ะ จำได้ว่าตอนตัดผมไฟตาก็กลับมาใสปิ๊ง ไม่แฉะแล้ว^^

อาการสะดือโป่ง
ฮ่าๆ ไม่เคยได้ยินกันใช่ไหมคะ พิมก็เพิ่งจะรู้จักอาการนี้ก็ตอนมีวู้ดไพล์เนี่ยะล่ะค่ะ ก่อนหน้านี้รู้จักแต่สะดือจุ่น
คือจริงๆแล้วมันมีชื่อที่เป็นทางการว่า “ไส้เลื่อนที่สะดือ” (Umbilical Hernia) ค่ะ ฟังดูน่ากลัวใช่มั้ยคะ คุณหมอบอกว่ามักพบในทารกที่คลอดก่อนกำหนด (วู้ดไพล์คลอดตอน 37 สัปดาห์) เพราะว่าผนังหน้าท้องบางจุดของวู้ดไพล์ยังอ่อนแอ ทำให้ลำไส้เล็กเลื่อนเข้าไปอัดอยู่ในบริเวณนั้น โดยเฉพาะเวลาที่ลูกร้องไห้ บิดขี้เกียจ หรือเบ่ง(อึ) บริเวณสะดือมันจะโป่งค่ะ เคยวัดได้เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 ซม.โน่นเลย

สะดือปกติ

ลำไส้เล็กผลุบเข้าไปอย่างนี้ค่ะ



สะดือเลยโป่งอย่างนี้

หัวอกแม่ตอนเห็นสะดือลูกโป่งออกมายังกับลูกมะนาวนี่ลมแทบจับค่ะ คือทั้งตกใจ และกังวลว่าเค้าจะเจ็บหรือมันจะบานปลายไปจนถึงต้องขึ้นเขียงผ่าตัดรึเปล่า (คุณหมอบอกว่า ไม่ต้องเป็นกังวลไป ส่วนใหญ่มักจะหายเองก่อน 2 ขวบ แต่ถ้าเลย 2 ขวบแล้ว ยังไม่หาย หรือเส้นผ่าศูนย์กลางถึงระดับ 5 ซม.เมื่อไหร่ล่ะก็ ต้องเข้ารับการผ่าตัด )

ผ่านมาจะ 5 เดือนแล้ว ตอนนี้เล็กลงเยอะแล้วค่ะ ฟิ้วว...ค่อยยังชั่ว

สีผิวและสีปากของลูกที่ค่อยๆคล้ำลงจนผิดสังเกต

วันแรกยังแดงๆอยู่เลย
เกิดอะไรขึ้นกับวู้ดไพล์?!
เริ่มล่กขึ้นมาว่าลูกเราไม่สบายตรงไหน เป็นอะไรรึเปล่านะ

คือไม่ได้กังวลว่าวู้ดไพล์จะผิวคล้ำรึเปล่านะคะ  แต่ดั๊นไปอ่านเจอมาว่า เด็กทารกที่มีสีของริมฝีปากดำคล้ำอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทารกคนนั้นป่วยเป็นโรคหัวใจ เท่านั้นล่ะ จะเป็นลม ถึงกับวิ่งโร่ไปปรึกษาคุณหมอถึงโรงพยาบาล สรุปคุณหมอบอกว่าโรคหัวใจจะดูแค่ที่ริมฝีปากไม่ได้ ต้องดูสีของลิ้นร่วมด้วย ถ้าลิ้นยังแดงอยู่อย่างนี้ แสดงว่าไม่มีปัญหา

เรอยาก
จับพาดบ่าเป็นครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เรอ ทำให้เวลานอนหลับไปแล้วจู่ๆก็บิดเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง หรือที่โบราณเค้าเรียกว่าบิดเรียกเนื้อนั่นแหละค่ะ เวลาลูกบิดเบ่งทีก็เครียดค่ะ คือเค้าจะทำหน้าตาเหมือนเจ็บปวดทรมานมากๆ ไอ่เราก็ไม่รู้จะช่วยลูกยังไงเพราะพยายามจับลูกเรอเท่าไหร่ลูกก็ไม่เรอ ได้แต่นั่งมองดู เอาลูกขึ้นมากอด แล้วก็เอาลูกขึ้นพาดบ่าพยายามให้ลูกเรอต่อไป

คุณพ่อจับเรอด้วยการพาดบ่า

ฯลฯ

เคยแอบคิดในใจว่า

“โอยยยยย เมื่อไหร่ลูกจะโตซะที  อยากจะก้าวข้ามผ่านความทรมานทางกายและใจเหล่านี้จะแย่แล้ว”

ถึงวันนี้ วันที่ต้องพับเสื้อผ้าของลูกน้อยลงกล่อง

Before

After
คับติ้วแล้ว ได้เวลาเก็บลงกล่องแล้วจ้า

นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกเสียใจจังที่เคยคิดอยากให้ลูกรีบๆโตเพื่อที่เราจะได้สบายเร็วขึ้น

ตอนนี้กลับรู้สึก “ใจหาย” ว่าทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วนักนะ
ลูกน้อยที่เคยตัวจ้อยตัวจิ๋วของเราที่ครั้งนึงพิมกับยุ่นเคยตั้งฉายานามให้ว่า “เจ้าจ้อย” กำลังจะโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยเหรอเนี่ยะ

เจ้าจ้อยของคุณพ่อคุณแม่
เจ้าจ้อยโตเป็นหนุ่มขึ้นเรื่อยๆแล้ว

แล้วอีกไม่นาน...ก็จะเป็นวัยรุ่น เริ่มจีบสาว ทำงาน แต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง

เราจะมีโอกาสได้ดูแลลูกน้อยของเราอีกนานเท่าไหร่กันเชียว (ฮ่าๆๆ พอ! นี่ลูกยังไม่ห้าเดือนเลยนะ)

สมัยเพิ่งเรียนจบปริญญาโท จำได้ว่าเคยทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเรื่องที่ท่านไม่อยากให้พิมไปเที่ยวกลางคืน
ทุกครั้งที่ไปเที่ยว กลับบ้านมาตีสองตีสามก็จะเจอไม่คุณพ่อ ก็คุณแม่ นั่งหลับรอพิมอยู่ในมุมมืด

ตอนนั้นรู้สึกหงุดหงิดมาก อารมณ์ประมาณลูกโตขนาดนี้แล้ว รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ทำไมต้องมานั่งรอหรือโทรศัพท์ตามกลับบ้านเหมือนเป็นเด็กเล็กๆด้วย หึ่ยยย...

คุณพ่อคุณแม่เคยพูดกลับมาว่า
“ถึงลูกจะโตแค่ไหน ก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาของพ่อแม่เสมอ”


ฮือ...ลูกผิดไปแล้ว เพิ่งจะมาเข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ ก็วันที่มีลูกเป็นของตัวเองนี่แหละ



ภาพวันที่ลูกเกิด ภาพวันที่เราอุ้มลูกครั้งแรก ภาพวันที่ให้นมแม่กับลูกครั้งแรก ภาพวันที่นั่งจ้องหน้าลูกในชุดหลวมโพรก ภาพวันที่ลูกนอนหลับปุ๋ยแล้วยิ้มให้เรา(ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นรีเฟลกซ์ก็ยังดีใจมากๆ) ภาพที่ลูกสบตากับเราเป็นครั้งแรก ฯลฯ ภาพพวกนี้ มันเป็นภาพติดตาที่ไม่มีวันจะลบออกจากความทรงจำได้จริงๆ

ตอนนี้วู้ดไพล์จะ 5 เดือนแล้ว แต่ทุกภาพตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกันก็ยังชัดเจนอยู่มากๆในความทรงจำของแม่
และแม่ก็เชื่อว่า มันจะยังชัดเจนอย่างนี้เรื่อยไปแม้เวลาจะผ่านไปอีกกี่สิบปีก็ตาม







7 comments:

  1. น่ารักจังเลยครับ

    ReplyDelete
  2. ลูกชายก็ริมฝีปากคล้ำค่ะ เครียดอยุ่เหมือนกัน

    ReplyDelete
  3. ลูกชายก็ริมฝีปากคล้ำค่ะ เครียดอยุ่เหมือนกัน

    ReplyDelete
  4. ทำไงให้หายปากคล้ำค้ะ

    ReplyDelete
  5. ลูกสาวก็คล้ำคะ กังวลมาก

    ReplyDelete
  6. ลูกสาวริมฝีปากคล้ำเปงอะไรหรือป่าว

    ReplyDelete
  7. ลูกชายก็เป็นคะ แม่ทำยังไงถึงหายคะ

    ReplyDelete