Wednesday, October 10, 2012

First Month เดือนแรกกับเจ้าวู้ดไพล์ของแม่


“เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก”
เพิ่งจะได้รู้ซึ้งถึงความหมายของประโยคนี้อย่างแท้จริงก็ตอนมีเจ้าวู้ดไพล์นี่แหละค่ะ แต่ละวันหมุนติ้วๆผ่านไปอย่างรวดเร็ว

รู้สึกตัวอีกที…อะไรกัน…นี่ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วเหรอเนี่ยะ?!

ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง หนึ่งเดือนเต็มๆที่เพิ่งผ่านพ้นไปกับบทบาทคุณแม่มือใหม่... ขอตอบอย่างไม่เกรงใจเลยว่า ยุ่งมาก! เหนื่อยมาก! ง่วงมาก! โทรมมาก! แต่ก็ต้องขอบอกอีกเหมือนกันว่ามีความสุขมากๆๆถึงมากที่สุด^^
 
ตั้งแต่วันแรกที่โรงพยาบาล 5 ชั่วโมงหลังการผ่าคลอด ก็ต้องเริ่มเข้าสู่กระบวนการดูดกระตุ้นน้ำนม คือคุณพยาบาลจะเข็นลูกน้อยมาเสิร์ฟให้ถึงห้องพัก ให้มาดูดนมจุ๊บจิ๊บๆข้างละ 20 นาที รวมเป็น 40 นาที แล้วก็เว้นไปอีก 3 ชั่วโมง ทำเป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป 3 คืน 4 วันจนกระทั่งออกจากโรงพยาบาล

เจ้าวู้ดไพล์ถูกเข็นมาถึงที่ห้องพักเพื่อมาดูดกระตุ้นนมแม่เป็นครั้งแรก ไม่รู้พี่เค้างอนใครอยู่

การให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมอาจจะฟังดูง่ายๆ ก็แค่เอาลูกมาจุ๊บจิ๊บๆที่แหน่นแน้น ตัวแม่ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันต้องอาศัยความถึกของผู้เป็นแม่อยู่ไม่ใช่น้อย คือทั้งที่ยังมึน อ่อนเพลีย และเจ็บแผลจากการผ่าตัดอยู่มากๆ อยากจะนอนพักยาวๆ ก็ต้องถูกปลุกขึ้นมาทุกๆ 3 ชั่วโมง ช่วงกลางวันก็แทบไม่เคยได้นอนพัก เพราะมีมิตรรักแฟนเพลงมาเยี่ยมกันแบบไม่ขาดสาย อยากจะอาศัยช่วงที่ลูกมาดูดกระตุ้นนอนหลับไปก็ทำไม่ได้เพราะเจ็บแผล และปวดมดลูกมาก (เวลาที่มีการกระตุ้นหัวนมจะร่างกายจะหลั่งสารชื่อ oxytocin ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัว เพราะฉะนั้นเมื่อลูกดูดนมจึงมักมีอาการปวดมดลูกตามมา) เกินกว่าจะข่มตาหลับลงได้

ขนาดเป็นการให้นมลูกในท่านอนตะแคง ที่คุณพยาบาลบอกว่าเป็นท่าที่เหมาะสำหรับคุณแม่ผ่าคลอดเพราะตัวของลูกจะไม่ไปสัมผัสกับแผลผ่าตัด ก็ยังเจ็บ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเปลี่ยนข้างพลิกตัวตะแคงไปทางซ้ายหรือขวา...โอ้ว...อย่าให้เซ่ดเลยค่ะ ที่สุดของแจ้จริงๆ

    :: ท่าให้นม ::

                       ท่าลูกนอนขวางบนตัก (Cradle hold)  

          ท่าลูกนอนขวางบนตักแบบประยุกต์ (Cross cradle hold)

                         ท่าอุ้มลูกฟุตบอล (Football hold) 

                               ท่านอน (Lying position)

 
แต่เพื่อลูกแล้ว...เจ็บหรือปวดแค่ไหน แม่ก็ทนได้...

ยิ่งเวลาที่ลูกมาซบอกดูดนมนี่...ถึงจะเจ็บแผล และปวดมดลูกมากแค่ไหน แต่น้ำตาแห่งความสุขก็ไหลนองหน้าพรากๆ...มันเป็นอะไรที่ดราม่ามาก 555

ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลนี่วู้ดไพล์เป็นเด็กดีมากค่ะ ไม่เคยเห็นลูกร้องไห้งอแงเลย เวลาที่คุณพยาบาลเข็นมาดูดกระตุ้นน้ำนมที่ห้อง ทั้งๆที่น้ำนมยังไม่ค่อยออก (มีมาให้เห็นแค่เป็นหยดๆ) ก็เป็นเด็กดีพยายามช่วยดูดกระตุ้นอย่างตั้งใจ เจอกันกี่ครั้งก็ไม่เคยร้องไห้โยเย

เห็นลูกร้องไห้แควกๆแบบไม่ติดเบรคก็ตอนฝึกอาบน้ำโน่นเลยค่ะ เห็นครั้งแรกก็ culture shock อยู่ในใจ ประมาณว่า เย้ย...กลับบ้านไปนี่ชั้นต้องเจออะไรแบบนี้ทุกคืนรึเปล่า?! แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่หรอกๆ...น่าจะเป็นเฉพาะตอนอาบน้ำเท่านั้นแหละ ถูกห่อเป็นหนอนน้อยตัวอุ่นๆอยู่ดีๆ มาเจอน้ำอุณหภูมิห้องเข้าไป ก็ต้องตกใจร้องแควกๆๆเป็นธรรมดา 

แควกๆๆสุดเสียง  
 
คืนแรกที่บ้านขอบอกว่าเหนื่อยหัวฟูตาดำแพนด้ากันมากๆทั้งพิมและยุ่น คือวู้ดไพล์ไม่ได้งอแงให้เหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดเลยนะคะ มีแต่พ่อกับแม่เนี่ยะแหละที่บ้าบอแพนิคกันไปเอง ทั้งๆที่ลูกน้อยกำลังนอนหลับสบายอยู่ในเตียงเด็กอ่อนก็ไม่ยอมหลับไปพร้อมกับลูก มัวแต่กังวลกันว่าลูกที่กำลังนอนอยู่ในท่าตะแคงจะดิ้นดุ๊กดิ๊กจนกลายมาอยู่ในท่านอนคว่ำด้วยตัวเองแล้วขาดอากาศหายใจเด๊ดสะมอเหร่ไป (หมกมุ่นกับเรื่อง SIDS Sudden Infant Death Syndrome หรือภาวะไหลตายในเด็กมากเกินไปหน่อย) เลยกลายเป็นว่าทั้งพ่อและแม่ไม่มีใครนอน แต่มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างๆเตียงนอนลูก แล้วก็จ้องลูกอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้า  =_=


ถ้าไม่นับความกังวลที่เกิดขึ้นจากตัวพ่อกับแม่เอง กับความเหน็ดเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาทิตย์แรกกับเจ้าวู้ดไพล์นี่ถือว่าผ่านไปได้อย่างราบรื่นค่ะ เพราะไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนวู้ดไพล์จะนอนยาว 3-4 ชั่วโมง  พอนอนเต็มอิ่มก็จะทำตัวเป็นนาฬิกาปลุก ร้องไห้แควกๆขึ้นมาขอหม่ำนม หม่ำนมเสร็จก็นอนต่อ ชีวิตเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่กินกับนอน ไม่มีร้องไห้เพราะสาเหตุอื่นเลย

คุณพ่ออาบน้ำให้ที่บ้านก็ไม่มีโวย  

 

แต่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี่เหนื่อยจริงอะไรจริงค่ะ ยิ่งช่วงสัปดาห์แรกนี่สุดๆไปเลย  เตียงนอนที่บ้านก็ไม่ใช่เตียงปรับเอนขึ้นลงแบบที่โรงพยาบาล เวลาจะขึ้น ลง หรือเอนตัวนอนเพื่อให้นมลูกนี่เจ็บแผลสุดๆ

มีคนบอกว่าเวลาลูกหลับก็ให้หลับพักผ่อนไปพร้อมกับลูก

ได้หลับจริงค่ะ แต่มันสั้นกว่าที่คิดไว้มาก!

นั่งให้นมลูกเกือบๆชั่วโมง พอให้นมลูกเสร็จก็ต้องจับลูกเรอ ซึ่งบางทีใช้เวลานานเป็นครึ่งชั่วโมงกว่าจะเรอออก 

วิธีจับลูกน้อยเรอ

หลังจากจับลูกเรอ ก็ต้องกล่อมลูกให้หลับอีก ก็ร้องเพลงกันไป บางทีแค่ฮัมๆช่วงอินโทรของเพลงก็หลับคอพับคออ่อน 

คุณยายฮัมเพลงกล่อมเจ้าวู้ดไพล์หลับสบาย
 
แต่บางที...ร้องจนหมออัลบัมแล้วลูกยังตาแป๋วเป็นนกฮูกอยู่เลย พอลูกหลับคร่อก ไอ้เราก็คิดว่า เย่...ได้เวลาเราหลับแล้ว แต่พอเหลือบมองนาฬิกาก่อนจะเข้านอนก็ถึงกับช็อคที่เห็นว่า อีกแป๊บเดียวก็ต้องตื่นมาให้นมลูกอีกแล้วเหรอ T___T เป็นวงจรอย่างงี้เรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น เจ็บจริง เหนื่อยจริง ไม่ใช้แสตนอินเลยค่ะ

แล้วที่บ้านก็ไม่มีคุณพยาบาลมาช่วยดูว่าเราเอาลูกเข้าเต้าถูกวิธีรึเปล่า ตอนอยู่โรงพยาบาลก็อาศัยมีคุณพยาบาลคอยช่วยแก้ท่าทางให้ พอกลับบ้านมาเลยต้องมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเองเพราะรู้สึกว่าที่ทำอยู่มันยังไม่ถูก คือคุณพยาบาลบอกมาว่าถ้ารู้สึกเจ็บเวลาลูกดูดนม แสดงว่ายังเอาลูกเข้าเต้าไม่ถูกต้อง

ด้านล่างนี่เป็นท่านำลูกเข้าเต้าที่ถูกต้อง ได้มาจาก www.thaibreastfeeding.org ค่ะ (ขอขอบพระคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ)

เริ่มจากใช้มือประคองเต้านม โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน เหนือขอบนอกของลานหัวนม  ส่วนนิ้วที่เหลือประคองเต้านมด้านล่าง (ไม่ควรใช้ท่าแบบนิ้วคีบบุหรี่ เพราะช่องว่างระหว่างนิ้วจะแคบ ทำให้ลูกอมได้ไม่ลึกพอ  และนิ้วอาจจะกดบริเวณท่อน้ำนม ทำให้น้ำนมไหลไม่ดี)


อุ้มลูกโดยใช้มืออีกข้างประคองที่ต้นคอและท้ายทอย (ไม่กดที่ใบหู) ลูกเงยหน้าเล็กน้อย เคลื่อนลูกเข้ามาโดยให้คางของลูกเข้ามาชิดกับเต้านมส่วนล่าง (สังเกตว่าจังหวะนี้จมูกของลูกจะอยู่ตรงกับหัวนมแม่) ลูกก็จะเริ่มอ้าปาก ถ้าลูกไม่อ้าปาก ให้ใช้หัวนมเขี่ยริมฝีปากล่างของลูกเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกอ้าปาก

 
รอจนลูกอ้าปากกว้าง (เหมือนหาว) จึงเคลื่อนศีรษะลูกเข้าหาเต้านมอย่างรวดเร็วแต่นุ่มนวลก่อนที่ลูกจะเริ่มหุบปากลง จะไม่ใช้วิธีโน้มตัวแม่เพื่อนำเต้านมเข้าหาลูก







ให้ลูกอมงับถึงลานนม โดยให้อมลานนมส่วนล่างมากกว่าลานนมส่วนบน ให้คางลูกแนบชิดกับเต้านมส่วนล่าง  วิธีนี้จะช่วยให้ลิ้นของลูกยื่นออกมารีดน้ำนมจากเต้าแม่ได้ดีขึ้น และจมูกของลูกจะอยู่ห่างออกจากเต้าแม่เล็กน้อย คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะหายใจไม่สะดวก 

การอุ้มลูกเข้าเต้าอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้แม่ไม่เจ็บหัวนมแล้ว ยังทำให้ลูกดูดนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย


ดูคลิปนี้ประกอบจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นค่ะ



นอกจากเรื่องวิธีเอาลูกเข้าเต้าแล้ว ก็ยังกังวลด้วยว่าน้ำนมเราจะพอเลี้ยงลูกรึเปล่า เพราะเวลาลูกดูดเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าน้ำนมเราออกมากน้อยแค่ไหน แต่คุณหมอก็บอกวิธีการสังเกตว่าเรามีน้ำนมพอหรือไม่พอ โดยให้ดูว่า  ใน 24 ชม. นับผ้าอ้อมเปียกได้กี่ผืน  ถ้านับได้ 6-8 ผืน หรือแพมเพิร์ส 4-5 ชิ้น อึสีเหลืองทอง ถือว่าน้ำนมพอ ซึ่งพอนับๆดูก็ผ่านเกณฑ์เลยคลายกังวลลงไปได้


หลังจากอาทิตย์แรกผ่านไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลง อาทิตย์ที่สอง สาม และสี่จากที่กลางคืนเคยนอนยาว 3-4 ชั่วโมง ก็เริ่มตื่นถี่ขึ้น คือตื่นทุกๆ 1-2 ชั่วโมงเลย แถมยังมีอาการแหวะนม มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วนอนๆอยู่ก็มีการส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแปลกๆ เบ่งบ้าง คำรามบ้าง พร้อมกับบิดขี้เกียจไปมา บางทีบิดรุนแรงจนหน้าดำหน้าแดงดูทรมานมากๆ แล้วก็จบที่การร้องไห้แควกๆๆ 

เวลาพี่เค้าโวยอะไรก็เอาไม่อยู่นอกจากแหน่นแน้นของแม่
 
ครั้งแรกที่เห็นลูกมีอาการอย่างที่ว่าก็ตกใจ รีบปรึกษา คุณหมอ Google เลยได้เจอกับข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาการบิดตัวไปมาของทารกเนี่ยะ ถ้าเป็นคนโบราณเค้าจะเรียกว่า “บิดเรียกเนื้อ” คือมีความเชื่อกันว่ายิ่งบิดตัวไปมาบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะแปลว่าลูกน้อยจะโตไวมีเนื้อเยอะมากขึ้น เค้าบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะอีกเดี๋ยวก็จะเลิกบิดไปเอง แต่นั่นเป็นเพียงความเชื่อที่ผิดๆ เพราะแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายอาการดังกล่าวว่าเป็นหนึ่งใน 5 อาการของภาวะ overfeeding หรือการกินนมมากเกินไปนั่นเองค่ะ

อาการทั้ง 5 ข้อของภาวะ overfeeding คือ
1. นอนร้องเสียงเป็นแพะ เป็นแกะ
2. บิดตัวเยอะ ร้องเสียงเอี๊ยดอ๊าด
3. มีเสียงครืดคราดในคอ เป็นเสียงของนมที่ล้นจากกระเพาะขึ้นมาที่คอหอยแล้ว
4. แหวะนม อาเจียนบ่อย
5. พุงกางเป็นทรงน้ำเต้าตลอดเวลา

ปรึกษาคุณหมอ Google เสร็จก็ยังไม่ค่อยวางใจ เลยขนกันไปรพ.ไปปรึกษาคุณหมอตัวจริงกันอีกที ก็ได้รับการคอนเฟิร์มแบบเดียวกันเป๊ะว่าเป็นภาวะ overfeeding จริงๆ

คุณหมอบอกว่าวิธีการแก้ไขก็คือ…อย่าให้นมลูกบ่อยเกินไป คือไม่ใช่ให้นมทุกครั้งที่ลูกร้อง เวลาลูกร้องไห้ให้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจลูก แต่ก็ลองหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลงให้ฟัง คุยเล่น  พาอุ้มเดิน แต่บทเจ้าวู้ดไพล์โยเยขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเอาอยู่เลย นอกจาก…แหน่นแน้นของแม่เท่านั้น Y-Y

ส่วนเรื่องแหวะนม คุณหมอบอกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหารของทารกแรกเกิดยังทำงานได้ไม่ดี คุณหมอเลยแนะนำให้พยายามจับเรอระหว่างการให้นมด้วย  ไม่ใช่รอจนให้นมจนเสร็จแล้วค่อยจับเรอรวดเดียว แล้วเวลานอนให้จับนอนตะแคงขวาแบบยกหัวสูงซักครึ่งชั่วโมง คุณหมอบอกว่าที่ต้องให้จับนอนตะแคงขวาก็เพื่อให้ส่วนบนของกระเพาะซึ่งอยู่ด้านซ้ายอยู่สูงกว่าส่วนอื่น น้ำนมก็จะไหลย้อนขึ้นยากหน่อย 

กลับบ้านมาลองทำตามที่คุณหมอแนะนำก็รู้สึกว่าลูกแหวะนมน้อยลงจริงๆ ใครที่มีปัญหาลูกแหวะนมอยู่ อยากให้ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ


เลี้ยงลูกกันเองนี่เหนื่อยมากจริงๆค่ะ ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง แถมยังมีเรื่องโน้นนี้นั้นให้กังวลไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็มีความสุขมากๆๆถึงมากที่สุดทุกๆวัน

มีความสุขที่ได้เฝ้าดูทุกๆพฤติกรรม ทุกพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันของเค้า มีความสุขที่ได้ซึมซับทุกความทรงจำ ทั้งทุกข์ และสุขที่เกิดขึ้นระหว่างเราสามคนพ่อแม่ลูก 

เจ้าวู้ดไพล์พลิกหน้ากลับไปมาได้เองตอนเล่น Tummy Time อยู่บนพุงคุณพ่อ (วันที่ 17)
 
เวลาที่เหนื่อยหรือท้อ แค่มองตาใสแป๋วของลูกก็เหมือนได้เติมพลังชีวิต เหนื่อยหรือท้อแค่ไหนก็ไม่เคยคิดจะถอย

นี่เพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งเดือนเอง...หนทางข้างหน้ากับเจ้าวู้ดไพล์ยังอีกยาวไกล...

สู้(ว้อย)ค่ะ!!


 


Tuesday, September 11, 2012

First Moment (แรกเราพบกัน)

พิมกับยุ่นต้องแยกกันอยู่ตั้งแต่ตอนที่ท้องเจ้าวู้ดไพล์ได้ 20 สัปดาห์ แหม่...พูดว่าแยกกันอยู่ ฟังดูเหมือนกับครอบครัวมีปัญหา จับได้ว่าสามีแอบไปมีกิ๊ก ภรรยายุคใหม่เยี่ยงเราเลยต้องสะบัดบ๊อบเชิดใส่หอบผ้าหอบผ่อนพร้อมกับท้องโตๆหนีออกจากบ้านไป แว้กกกก ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คือจริงๆแล้วเราสองคนใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ แต่พอมีลูกน้อยว่ายน้ำอยู่ในพุง ก็มานั่งจับเข่าคุยกันจริงๆจังๆว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จะคลอดและอยู่เลี้ยงลูกที่ประเทศญี่ปุ่น ใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ต่อไป หรือว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะกลับไทยแลนด์แดนสยามของเราเป็นการถาวรเสียทีและคำตอบสุดท้ายของเราก็คือ กลับบ้านราวววว ร้ากรออยู่ ดีกว่า

แต่พิมต้องกลับไปคนเดียวก่อน ยุ่นไม่สามารถจะกลับพร้อมกันได้เพราะยังต้องอยู่สะสางงานในหน้าที่อีกหลายอย่างกว่ายุ่นจะกลับมาได้ก็โน่นเลย...วันที่ 20 สิงหาคม หรือวันที่พิมมีอายุครรภ์ครบ 36 สัปดาห์ 6 วัน ช่วงที่ร้อรอรอการกลับมาของยุ่นอยู่ที่เมืองไทยก็ใจคอไม่ค่อยดี เป็นกังวลเรื่อยๆว่าชั้นจะคลอดก่อนที่ยุ่นจะกลับมามั้ยน้อ ยิ่งได้อ่านประสบการณ์คลอดก่อนกำหนดจากห้องชานเรือนหรือ babyfancy.com ก็ยิ่งกังวล (โรคจิตมากๆ ก็รู้ว่าอ่านแล้วจะต้องกลัว แล้วจะอ่านไปเพื่อ...?) แต่คนที่กลัวที่สุดเห็นจะเป็นคุณพ่อยุ่นที่กลัวมากๆว่าจะพลาดหนึ่งในโมเม้นท์ที่สำคัญที่สุดของชีวิตไป

ยุ่นพูดตลอดว่า ไม่รู้ว่ามันจะเศร้าซักแค่ไหนถ้าสุดท้ายแล้วยุ่นกลับมาให้กำลังใจพิมในห้องคลอดไม่ทัน ซึ่งนั่นก็หมายความว่ายุ่นจะพลาด...ไม่ได้ยินเสียง "อุแว้" แรกของลูกด้วย แถมยุ่นยังไม่เคยได้สัมผัสพุงของพิมเวลาที่วู้ดไพล์ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาอีกต่างหาก ทุกครั้งที่เฟสไทม์หากัน ยุ่นจะขอให้เอาลำโพงไปจ่ออยู่ใกล้ๆพุง แล้วพูดบอกลูกว่า

"วู้ดไพล์ครับ วู้ดไพล์รอคุณพ่อก่อนนะครับ อย่าเพิ่งออกมาก่อนที่คุณพ่อจะกลับไปล่ะ วู้ดไพล์เป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณพ่อนะครับ" และเจ้าวู้ดไพล์…ก็ไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง :)

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม
คุณพ่อยุ่น...เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยอย่างปลอดภัยตามกำหนดตอน 4 โมงเย็นของวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม

พิมไม่ได้ไปรอรับยุ่นที่สนามบิน เพราะถูกยุ่นสั่งไม่ให้ไปรับ ยุ่นกำชับว่าให้นอนนิ่งๆอยู่ที่บ้านนั่นแหละ
ถ้าเป็นไปได้ ให้เคลื่อนไหวตัวให้น้อยที่สุด อย่าทำกิจกรรมฮาร์ดคอร์อันใดที่จะเป็นการกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอดในช่วงที่ยุ่นกำลังอยู่บนเครื่องบินเป็นอันขาด

โอเค...สามีกำชับมา ศรีภรรยาอย่างเราก็ต้องเชื่อฟัง!
จำได้ว่าวันนั้นนี่พยายามนอนนิ่งๆแทบจะตลอดทั้งวัน ระหว่างที่นอนๆอยู่ก็กังวลไปต่างๆนานา คิดไปว่า ถ้าเจ้าวู้ดไพล์ดันมาหักมุมไม่รอคุณพ่อ อยากออกมาดูโลกกว้างตอนนี้จะทำยังไงดี แต่...สังเกตอาการของตัวเองแล้วก็เชื่อมั่นว่าลูกยังไม่มาร้อก คือลูกก็ยังดิ้นดี ท้องก็ไม่ได้แข็งอะไร เข้าห้องน้ำก็เช็คตลอดว่ามีมูกล่งมูกเลือดอะไรบ้างมั้ย ทุกอย่างก็ยังปกติดี ปลอบใจตัวเองว่าอย่าเพิ่งกังวลมากไปน่า ลูกน้อยต้องรอคุณพ่ออย่างแน่นอน!

แต่แล้วความกังวลใจมากมายที่สุมอยู่ในจิตใจก็มลายหายสิ้นไปแทบจะในทันทีที่ได้ยินเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน...

“ยุ่น...มาแล้ว!!”

รูปครอบครัวรูปแรกของเราสามคนในรอบ 4 เดือน
เปิดประตูบ้านไป เห็นยุ่นยืนยิ้มแป้นแล้นอยู่นี่น้ำตารื้นโผเข้ากอดสามีตัวเองแบบลืมตัวว่าเป็นสาวท้องแก่ไปเลย

อารมณ​์ตอนนั้นมันทั้งดีใจ ทั้งโล่งใจ
สี่เดือนแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที
ในที่สุดยุ่นก็มาทัน !!
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด ดีใจๆๆๆ น้ำตาไหลพรากๆ T-T
.......................................................................................................


วันอังคารที่ 21 สิงหาคม

ช่วงเย็นของวันนี้มีนัดตรวจครรภ์ครบ 37 สัปดาห์กับอจ.หมอบุญชัยที่ BNH
ไปถึงรพ. คุณหมอก็จับทำ u/s เพื่อดูว่าเจ้าวู้ดไพล์กลับหัวแล้วหรือยัง เพราะมาตรวจเมื่ออาทิตย์ที่แล้วตอนอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ วู้ดไพล์อยู่ในท่าก้น (เป็นท่าที่ทารกไม่ยอมกลับตัวเอาหัวลง) คุณหมอก็บอกว่า สัปดาห์ที่ 37 มาดูกันอีกที ถ้ายังไม่กลับหัว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 38 เป็นต้นไปคงต้องนัดผ่า เพราะการที่ลูกอยู่ในท่าก้นนั้นอันตรายมาก หากน้ำเดิน หรือถุงน้ำคร่ำแตกขึ้นมา สายสะดืออาจจะย้อยลอดหว่างขาของลูกออกมาข้างนอก ทำให้ลูกขาดอ็อกซิเจน เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

และผลสรุปจากการ u/s คือ วู้ดไพล์ก็ยังอยู่ในท่าก้น เลยนัดกับคุณหมอว่าจะผ่าคลอดให้เจ้าวู้ดไพล์ออกมาโตข้างนอกในวันอังคารที่ 28 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่จะมีอายุครรภ์ครบ 38 สัปดาห์พอดีเป๊ะ!

คุณหมอถามด้วยว่ามีฤกษ์ผ่ามั้ย ก็บอกคุณหมอไปว่า ไม่มี ขอเป็นฤกษ์สะดวกคุณหมอดีกว่า เอาเวลาที่คุณหมอสะดวก สดชื่น เต็มที่พร้อมกับการผ่าตัด นั่นแหละ ฤกษ์ที่ดีที่สุดของลูกเรา

คุณหมอเช็คตารางเวลาของคุณหมอ แล้วก็บอกว่า งั้นเอาเป็นตอนเช้าซัก 7 โมงครึ่งก็แล้วกัน แล้วคุณหมอก็กำชับว่า ในช่วงหนึ่งอาทิตย์นี้พยายามอย่าเดินมาก แล้วถ้าเกิดมีมูกเลือด ห้ามนั่งชิลอยู่ดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ให้รีบบึ่งมาโรงพยาบาลทันที เพราะอย่างที่คุณหมอบอกว่าการที่ลูกอยู่ในท่าก้นนั้นอันตรายมาก

พอออกมาจากห้องตรวจของคุณหมอ ก็ตื่นเต้นกับยุ่นกันใหญ่
จากวันนี้ไปอีกแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นจะได้เจอกับลูกชายสุดที่รักที่อยู่ในพุงแล้วเหรอเนี่ยะ
การเปลี่ยนแปลงก้าวที่ยิ่งใหญ่มากๆของชีวิตกำลังจะมาถึง โอ๊ยยยยย ตื่นเต้นๆๆ

คืนวันนั้นก็เริงร่าคุยกับยุ่นว่า หนึ่งอาทิตย์ที่เหลือจะทำอะไร และไปไหนกันดี มีข้าวของเครื่องใช้บางอย่างของลูกที่ยังไม่ได้ซื้อ ก็จะได้จัดการให้เสร็จสิ้นในอาทิตย์นี้ คุณหมอเตือนมาว่าอย่าเดินมาก แต่ยุ่นบอกว่ารับรองว่าพิมแทบจะไม่ต้องเดินเลย เพราะยุ่นได้เตรียม wheel chair ไว้เรียบร้อยแล้ว อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอด พิมอยากจะไปช้อปปิ้งที่ไหน อยากทานอะไร ยุ่นจะเข็นๆๆๆ พาพิมไปทุกที่ เป็นการชดเชยช่วง 4 เดือนที่ยุ่นไม่ได้อยู่ใกล้ๆคอยดูแลพิม

ไอ้เราก็ฝันหวาน...จะได้ใช้ชีวิตคู่แบบหวีดหวานหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ (กรี๊ดๆๆ)
แล้วหลังจากนั้นก็จะมีลูกน้อยน่ารักมาเติมเต็มชีวิตคู่ของเรา
PERFECT!
.......................................................................................................

วันพุธที่ 22 สิงหาคม เวลา 0:30 น.โดยประมาณ

ในขณะที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนฝันหวานอยู่บนเตียงนอน โดยที่มียุ่นนอนสลบเหมือดด้วยความเหนื่อยล้าอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกเหมือนว่ามีน้ำอะไรไหลปรื๊ดออกมาเปื้อนกกน.

ตอนนั้นจำได้ว่าหัวใจเต้นตึกตักรุนแรงมาก...ไม่ต้องเข้าห้องน้ำไปดู สัญชาตญาณก็บอกได้ว่ามันไม่ใช่ฉี่แน่ๆ
มันแปลกๆ
มันไม่ธรรมดา
มันไม่ปกติ
หรือว่ามัน...จะเป็น
ว่าแล้วก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำ คว้าทิชชู่ เช็ดๆๆ เพื่อทำการคอนเฟิร์ม
และแล้ว...สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือ...

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

“มูกเลือดดดดดดดดดดดดดด”
มันคือ
“มูกเลือดดดดดดดดดดดดดด”
(555+ ดูคลุ้มคลั่งมากๆ)

รีบวิ่งออกจากห้องน้ำมาปลุกยุ่น
พิม : ยุ่นนนนนนนนน!!! ดูนี่เร็วววววววว มูกเลือดดดดดดดดดดด!!!
ยุ่น : (งัวเงียๆ ไร้เสียงตอบรับ)
พิม : ยุ่นนนนนนนนน!!! ตื่นๆๆๆๆ มูกเลือดมาแล้ว วู้ดไพล์จะมาแล้ว!!!
 ยุ่น : มูกเลือด? วู้ดไพล์?
พิม : ใช่แล้วจ้ะ!!!! วู้ดไพล์จะมาแล้ว!!!
(น้ำตาเริ่มเอ่อ จากทั้งความตื่นเต้น ดีใจ ตกใจ ผสมปนเปมั่วไปหมด)
ยุ่น : ห้ะ?!!! มูกเลือด!!! วู้ดไพล์!!! กระเป๋ารพ.ที่พิมเตรียมไว้อยู่ไหน ไปรพ.กันเดี๋ยวนี้เลย โอ๊ย…แล้วยุ่นยังไม่ได้เตรียมของยุ่นเลย!!! แว้กกกกกกก (ยุ่นขาหมุนเป็นวงกลม) จังหวะที่กำลังล่กกับยุ่นอยู่ คุณยายก็โผล่หน้าเข้ามาในห้อง เพิ่มความโกลาหลให้กับสถานการณ์ขึ้นไปอีก

คุณยาย :  ห้ะ?!!! มูกเลือด!!! วู้ดไพล์!!! วู้ดไพล์หลานยายจะมาแล้ว!!! รอยายด้วยเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บเดียว ยายไปด้วย!!!

จากนั้นก็กระโดดขึ้นรถ มุ่งหน้าไปโรงพยาบาล ระหว่างอยู่บนรถก็โทร.หาห้องคลอด เล่าอาการให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่าเป็นคนไข้ของอาจารย์บุญชัย เพิ่งไปตรวจครรภ์ครบ 37 สัปดาห์กับอาจารย์มาเมื่อวาน เมื่อสักครู่ตอนเที่ยงคืนครึ่งมีมูกเลือดออกมา
พยาบาลที่ห้องคลอดก็ถามกลับมาด้วยเสียงใจดี นิ่งๆ เย็นๆ (สมแล้วที่เป็นพยาบาลประจำห้องคลอด ที่ต้องเจอกับสถานการณ์ตื่นเต้นอยู่บ่อยๆ) ว่ามีมูกเลือดออกมาเยอะมั้ยคะ ก็ตอบกลับไปว่า ไม่เยอะมากค่ะ คุณพยาบาลเลยแนะนำว่า จริงๆแล้วจะรอดูอาการอยู่ที่บ้านก่อนก็ได้ แต่พิมก็บอกไปว่า ล่าสุด u/s  กับอาจารย์บุญชัย พบว่าลูกอยู่ในท่าก้น อาจารย์บอกว่าอันตราย ถ้ามีมูกเลือดไม่ให้รอดูอาการ ให้รีบมารพ.ทันที!! (ยังคงทำเสียงล่กใส่คุณพยาบาลอยู่) คุณพยาบาลได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า เข้าใจแล้วค่ะ มาถึงรพ.แล้วติดต่อแผนกฉุกเฉินนะคะ เดี๋ยวทางแผนกฉุกเฉินจะติดต่อมาที่ห้องคลอดเองค่ะ

โชคดีมากๆที่เจ้าวู้ดไพล์ส่งสัญญาณเตือนตอนดึกดื่นไร้รถราบนท้องถนนแบบนี้
คุณพ่อยุ่นเลยยิงตรง door-to-door จากบ้านถึงรพ.แบบขาสั่นๆในเวลาแค่แป๊บเดียว
.......................................................................................................

เวลา1:00 น. โดยประมาณ

มาถึงรพ. ถูกจับขึ้นเตียงรถเข็น แล้วก็ถูกเข็นๆๆขึ้นมาที่แผนกห้องคลอด
ตอนแรกก็ตื่นเต้นตกใจสุดขีด คิดว่าจะต้องถูกจับผ่าท้องในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
แว้กกกกกกก ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย
ตื่นเต้นๆๆ
แต่...ยังค่ะยัง...ยังไม่ได้ถูกจับผ่า

ห้องที่ถูกเข็นมานอนพัก ยังไม่ใช่ห้องผ่าคลอดค่ะ แต่เป็นห้องรอคลอด
นอนรออยู่แป๊บนึงคุณพยาบาลก็เอาป้ายชื่อมาผูกให้ที่ข้อมือ

คุณพยาบาลผูกป้ายชื่อให้
 แล้วก็ทำการติดเครื่องมือที่ผนังหน้าท้องเพื่อทำการวัดการบีบตัวของมดลูก (Contraction Stress Test) พร้อมกับวัดอัตราการเต้นของหัวใจลูก
ทาเจลเย็นๆที่พุง
พุงเอียงซ้ายอย่างเห็นได้ชัดเพราะเจ้าวู้ดไพล์เอาเท้าน้อยๆทั้งสองข้างยันไว้

ติดเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจวู้ดไพล์  

นอนรอหน้าระรื่นไปเรื่อยๆ อะดรีนาลีนหลั่ง ไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย

วัดไปได้ซักพัก ก็มีคุณหมอสูติเวรมาตรวจภายในเพื่อที่จะดูว่าปากมดลูกเปิดแล้วรึยัง
คุณหมอบอกว่าปากมดลูกยังไม่เปิด แต่ก็เริ่มบางและอ่อนนุ่มลงแล้ว

ยุ่นเลยถามคุณหมอไปว่า
“อย่างนี้ ต้องคลอดพรุ่งนี้เช้าแน่ๆใช่มั้ยครับคุณหมอ”

คุณหมอก็ตอบกลับมาว่า
“ใช่ค่ะคุณพ่อ เช้านี้ได้เจอหน้าลูกแน่ๆค่ะ”


แล้วคุณหมอสั่งให้ถอดเครื่องวัดต่างๆออกจากพุง แล้วให้นอนพักผ่อนเอาแรง เพื่อเตรียมรอขึ้นเขียงในตอนเช้า


ปากก็บอก ไม่ง่วงๆ แต่พอได้ซักตีสามครึ่งก็ผลอยหลับไปด้วยความเพลีย

สลบเหมือด

ตื่นมาอีกทีก็ตอน 6 โมงครึ่ง อจ.หมอบุญชัยเปิดประตูห้องรอคลอดเข้ามาปลุกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 คุณหมอบอกว่าเพิ่งเจอกันเมื่อวานแท้ๆ นี่แสดงว่าลูกชายรอคุณพ่อนะเนี่ยะ กลับมาจากญี่ปุ่นปุ๊บ ลูกก็อยากจะออกมาเจอพ่อเลย

จริงที่สุด...คิดย้อนไปแล้วก็ขนลุก...เหมือนกับเจ้าวู้ดไพล์รอคุณพ่อกลับมาจริงๆน่ะแหละ T^T

อจ.หมอตรวจภายในให้อีกรอบนึง ปากมดลูกก็ยังไม่เปิด แต่ก็ค่อยๆบางลงเรื่อยๆ
 คุณหมอเลยบอกว่างั้นอีกสองชั่วโมงครึ่งเจอกัน ผ่าออกซัก 9 โมงเช้าแล้วกันนะ เลขสวยๆ

คุณหมอเดินออกจากห้องรอคลอดไปได้ยังไม่ถึง 15 นาทีดี คุณพยาบาลก็เดินเข้ามาบอกว่า
“คุณพิมคะ คุณหมอขอเลื่อนให้เร็วขึ้นเป็น 7 โมงเช้าค่ะ คุณพิมโอเคมั้ยคะ”

เหลือบมองนาฬิกาตอนนี้ 6 โมง 45 นาที
7 โมงเช้า ก็...อีก 15 นาที
ห้ะ!!! อีก 15 นาที!!!

ยังไม่ได้ทำใจเลย แต่จังหวะนั้น จะตอบว่าไม่โอเคมันก็ไม่ใช่ เพราะใจจริงก็อยากจะเจอวู้ดไพล์ใจจะขาดแล้ว
จะรอไปทำไม
ก็รีบตอบคุณพยาบาลไปว่า

“โอเคค่ะ ไม่มีปัญหา!!!”

หลังจากนั้นคุณพยาบาลก็เข้ามาเจาะเลือด เจาะน้ำเกลือ แล้วก็โกน...
(ไม่ขอบรรยายนะคะว่าโกนยังไง จุดนี้ต้องมาลองเองค่ะ 555+)
มีเพื่อนบอกมาว่า เจาะน้ำเกลือนี่เจ็บมาก แต่เอาเข้าจริงตอนนั้นนี่ไม่มีอารมณ์เจ็บปวดจากการถูกจิ้มเจาะแต่อย่างใด เพราะมัวแต่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของความตื่นเต้น และความกังวลสุดขีด

คิดไปต่างๆนานาว่าลูกจะแข็งแรงปลอดภัยมั้ย ถ้าคุณหมอผ่าลูกออกมาแล้วลูกไม่ร้องอุแว้ๆล่ะ จะทำยังไง หน้าตาลูกก็ยังไม่เคยเห็นชัดๆ ทำ u/s กี่ครั้งๆ เจ้าวู้ดไพล์ก็ไม่ให้ความร่วมมือเลย ไม่เอามือบัง ก็หลบหน้าตลอด หน้าลูกจะเหมือนใคร จะมีส่วนไหนเหมือนเราบ้างมั้ย ฯลฯ

ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ อีกแป๊บเดียว...เราจะได้เจอกับคนที่เราเฝ้ารอคอยมาตลอดหลายเดือน

คนที่เราจะรักอย่างไม่มีเงื่อนไข
คนที่เราพร้อมจะเหนื่อย ลำบาก และมอบทุกอย่างในชีวิตให้
คนที่ถึงจะทำให้เราเสียใจสักแค่ไหน เราก็ไม่มีวันที่จะเลิกรัก และห่วงใยได้
คนที่เราพร้อมจะเจ็บ หรือแม้แต่ตายแทนได้

ระหว่างที่กำลังคิดโน่นนี่นั่นอยู่ รู้ตัวอีกทีก็ถูกเข็นเข้ามาอยู่ในห้องผ่าตัดเรียบร้อย

เข้ามาปุ๊บ ก็โดนเหล่าคุณพยาบาลจับเปลื้องผ้า จุดนั้นก็ไม่มีอายกันล่ะค่ะ
แล้วคุณหมอวิสัญญีแพทย์ก็เข้ามาคุยด้วย ไม่ทราบว่าคุณหมอชื่ออะไร รู้แต่ว่าเป็นคุณหมอผู้หญิงที่เสียงใจดีมากๆ

ขอบอกว่าเพราะเสียงของคุณหมอทำให้ลดความตื่นกลัวห้องผ่าคลอดได้ไปเยอะเลย^^

คุณหมอบอกว่าให้นอนตะแคงซ้ายแล้วขดตัวงอๆเป็นกุ้ง
ไอ้เราก็ว่าพยายามขดตัวสุดๆแล้วนะ แต่คุณพยาบาลก็บอกว่างออีกค่ะๆๆๆ กอดเข่าไว้สิคะ คอชิดอกค่ะ ดูเหมือนคุณพยาบาลจะไม่ค่อยพอใจกับการขดตัวเป็นกุ้งของพิม จนคุณพยาบาลคนนึงต้องเข้ามาช่วยกดหัว และคุณพยาบาลอีกคนหนึ่งมาช่วยดันเข่า จนหัวกับเข่าแทบจะชนกัน ตอนนั้นตกใจมาก กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรมั้ย เพราะมันรู้สึกเหมือนกับพุงจะแตก

พอตัวงอเป็นกุ้ง คุณหมอวิสัญญีก็ทำการบล็อคหลัง
ตอนแรกก็กลั๊วกลัว เพราะเคยไปอ่านมาเค้าบอกเจ็บมาก
แต่พอเอาเข้าจริง...

เอ้ย...มันเจ็บจี๊ดๆแค่นี้เองเหรอ o_O

พอบล็อคหลังเสร็จ คุณหมอก็รีบจับนอนหงาย แล้วก็ครอบหน้ากากอ็อกซิเจนให้
จากนั้นอจ.บุญชัยก็เดินเข้ามา

ตอนอจ.เดินเข้ามาก็ตกใจอีกรอบว่า เอ้ย จะผ่าแล้วเหรอ แล้วยุ่นล่ะยุ่นอยู่ไหน
หันซ้าย หันขวา ก็ไม่มียุ่นอยู่ในห้องผ่าตัด เลยรีบถามคุณหมอไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า
“สามีหนูอยู่ไหนคะคุณหมอ?”

คุณหมอก็หัวเราะ แล้วก็บอกว่า
“ไม่ต้องกลัวครับ อยู่ข้างนอก เดี๋ยวก็จะได้เข้ามาแล้ว”

เพิ่งรู้จากยุ่นตอนหลังว่า ตอนนั้นยุ่นกำลังง่วนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมพร้อมเข้าห้องผ่าตัดอยู่

คุณพ่อพร้อมแล้วครับ
พอยุ่นเข้ามาในห้องผ่าตัด ก็มานั่งจับมืออยู่ข้างๆด้านขวา

คุณหมอก็เริ่มใช้คีมปลายแหลมทดสอบระดับการชา พอเห็นว่าชาขึ้นไปจนเกินระดับสะดือแล้วก็เริ่มลงมีด

จังหวะที่ลงมีดนี่บอกตรงๆว่าไม่รู้สึกอะไรเลย แต่หลังจากนั้นแค่แป๊บเดียวก็รู้สึกเหมือนกับถูกดึง และทึ้งที่ลำตัวอย่างรุนแรง มันรู้สึกตึงมากจนต้องร้องโอดโอยออกมาว่า
“ยุ่นนนนน ตึงอ่ะ ตึงมากๆ โอ๊ยยย...ทำไมมันตึงอย่างนี้”

แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกับโดนย้ายอวัยวะออกมาจากร่างกาย...
(ฟังดูโหดไปหน่อย แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆค่ะ Y-Y)

ทันใดนั้นเอง...

“อุแว้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

วู้ดไพล์...เสียงของวู้ดไพล์ เจ้าวู้ดไพล์ลืมตาออกมาดูโลกใบนี้แล้ว

โมเม้นท์ที่ได้ยินเสียงอุแว้แรกของลูก ความกังวล ความกลัว ความเจ็บทั้งหลายแหล่ มันหายไปหมด
ตอนนั้นไม่สนใจแล้วว่าลูกจะครบ 32 มั้ย
รู้แต่ว่าเสียงร้องที่ดังลั่นของลูกมันนำมาซึ่งความปลาบปลื้ม ตื่นเต้น และดีใจที่สุดในชีวิต

น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจจนคุณพยาบาลต้องมาบอกให้หยุดร้อง เพราะเดี๋ยวจะถ่ายรูปครอบครัวรูปแรกให้ ถ้าร้องไห้เดี๋ยวจะถ่ายรูปไม่สวยนะ

รูปครอบครัวรูปแรกในชีวิตของเราทั้งสามคน
และนี่...คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินไปข้างหน้าของครอบครัวเราซึ่งไม่ได้มีแค่พิมและยุ่นอีกต่อไป
เราจะต้องทำหน้าที่สั่งสอนลูก และในขณะเดียวกันลูกก็คงจะสอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเรา
ตื่นเต้นจัง...ที่เราจะได้เรียนรู้อีกหลายมุมมองของชีวิตจากวู้ดไพล์

ทุกๆวันจากนี้ไป คงจะมีทั้งความสุข สนุก ทุกข์ เศร้า ตื่นเต้น ท้าทาย มากมายรอเราอยู่ข้างหน้า
แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราสามคนก็จะจับมือก้าวเดินไปพร้อมๆกัน...ด้วยความรักที่เปี่ยมล้น

อย่าลืมติดตามและให้กำลังใจกับการสร้างครอบครัวน้อยๆของเราทั้งสามคนด้วยนะคะ
พบกันใหม่ ใน blog หน้าค่ะ
ขอบคุณค่ะ